A Lot like LOVE: the movie

“A LOT LIKE LOVE”

 

ป้ายโฆษณาหนัง แปะไว้ว่า “กว่าจะปิ๊งต้องชิ่งก่อน”  à ชื่อหนังสอบตกอีกแล้วครับท่าน

 

ฟังจากชื่อ ก็ต้องรู้แล้วล่ะว่าเป็นหนังโรแมนติค

 

ว่าแล้วก็เดินไปดู Poster หนัง เรื่องนี้ พบกับ

 

Crew:

ผู้กำกับคือ Nigel Cole: (คนนี้เคยได้ยินชื่อ) เป็นผู้กำกับหนังหน้าใหม่ในปี 2000 แต่ฝีมือไม่ธรรมดา กำกับหนังเรื่องแรกก็ได้รางวัลเลย คือ “Saving Grace” ชนะเลิศรางวัล Audience Award for World Cinema Film หลังจากนั้นก็กำกับหนังมาอีกหนึ่งเรื่อง ก่อนจะถึงเรื่องนี้

 

Cast:

“Ashton Kutcher” หนุ่มไม่น้อยไม่ใหญ่ วัย 27 ที่มีผลงานคุ้นตากันอยู่แล้วจะเรื่อง “Dude, where’s my car!”, “Just Married”, “cheaper by dozen” และอีกหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่น่าประทับใจในฝีมืออย่าง “butterfly effect” เมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นเมื่ออ่านจากป้ายโฆษณาแล้วก็คิดว่า หนัง Romantic Comedy เรื่องนี้ก็คงไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ เมื่อมีเขาแสดง

 

“Amanda Peet” สาวใหญ่วัยสามสิบเล็กๆ 33 ดูมีอายุ เมื่อเทียบกับหน้าตาที่ยังดูไม่แก่ ผลงานที่ผ่านตามีมากมายเลย ที่คนส่วนใหญ่พอจะรู้จักก็คงจะเป็นเรื่อง “One fine day” ซึ่งเป็นตัวประกอบที่โดดเด่น จากนั้นมาก็เป็นเรื่อง “playing by heart” เป็นเพื่อนนางเอก และเริ่มมาเด่นขึ้นในเรื่อง “A whole nine Yard” , “ Identity” และมายังเรื่องที่เด่นสุดคือ “ A whole Ten yard” ในปีก่อน ดาราสาวใหญ่คนนี้ ดูเป็นคนที่กล้าเล่นบทบ้าๆ ทำให้คิดว่า หนังเรื่องนี้มันต้องมีอะไรบ้าๆ ให้ดูแน่นอน

 

เรื่องย่อของหนัง ประกอบคำวิจารณ์

เริ่มต้นเรื่อง ดูสับสน Nigel Cole ได้ทำให้คิดว่า หนังเรื่องนี้คงจะเป็น culmination destiny romantic ออกเป็นแนว หนังรักโชคชะตาเล่นตลก เพราะหนังเปิดตัวด้วย โอลิเวอร์ (Ashton Kutcher) บัณฑิตจบใหม่ ที่จะเดินทางไปหาพี่ชายที่ New York ได้พบเอมิลี (Amanda Peet) ที่เป็นสาวเซอร์วิ่งเข้ามากอดแฟนหนุ่มนักดนตรี ฉากตัดไปที่โอลิเวอร์เดิน และถ่ายรูป ฉากให้ความสำคัญกับเวลาที่หน้าสนามบิน ถ่ายเป็น long shot รถวิ่งมาส่งคนและคนเดินลงรถ ให้เหมือนเวลาค่อยๆเดินช้า และฉากตัดกลับมาที่ เอมิลี่ทะเลาะกับแฟนหนุ่มเรื่องการเดินทาง และเรื่องวงดนตรี เอมิลี่ร้องไห้

            ฉากตัดเข้าไปในสนามบิน ซึ่งโอลิเวอร์และเอมิลี่ที่เป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน เริ่มสร้างปฎิสัมพันธ์ เริ่มจากการประสานตาจากโอลิเวอร์ ซึ่งฉากนี้ได้เล่า character ของตัวละครแต่ละตัว ณ เวลานั้นได้เกือบหมด ซึ่งก็คือ โอลิเวอร์เป็นชายหนุ่มที่ไม่ค่อยถูกกับหญิงสาวเท่าใดนัก ไม่ได้เปิดเกมส์รุกในผู้หญิงที่เขาสนใจก่อน ทำให้พอจะเดาลักษณะนิสัยได้ว่า เป็นผู้ชายไก่อ่อน จริงจังกับชีวิตในเรื่องเรียนและเรื่องงาน แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความรักมากไปกว่าความพร้อม เป็นไปได้ว่า ผู้ชายคนนี้จะเป็นคนตระหนี่ และรู้จักใช้เงิน ส่วนเอมิลี่ หญิงสาวที่อ่อนไหว บ้าบิ่น และมีความมั่นใจสูงมาก เป็นผู้หญิงที่รักอิสระ ไม่สนกรอบที่ล้อมรอบมากนัก ปรับตัวได้เร็ว ชอบทำอะไรตามใจ

            ฉากตัดเข้าไปบนเครื่องบิน เอมิลี่เข้าไป offer การมี sex กับ โอลิเวอร์ในห้องน้ำของเครื่องบิน ตัวหนังก็เล่าเรื่องสั้นๆของความน่ารักในนิวยอร์ค จุดเริ่มต้นของการถ่ายภาพของ เอมิลี่ ซึ่งภายหลังจะทำงานเป็นช่างกล้องที่มีผลงานที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง ทั้งสองแยกกัน ด้วยประโยคทิ้งท้าย "Go. You’ll ruin it,"

            หนังตัดมาอีกสามปี เอมิลี่ที่มีวุฒิภาวะมากขึ้นเป็นตัวประกอบละคร และเป็นคนที่มีปัญหาในชีวิตคู่กับแฟนหนุ่ม ก็เลิกกัน แต่เอมิลี่ไม่สามารถอยู่คนเดียวในวันปีใหม่ได้ จึงโทรหาโอลิเวอร์ที่ไม่ได้พบกันนานมาแล้ว ตั้งแต่นิวยอร์ค ทั้งสองนัดพบและมีเดตกัน มีปาร์ตี้ปีใหม่ จบฉากด้วย เรื่องบนเตียง (แต่ไม่มี Sex) และความฝันธุรกิจ online ของโอลิเวอร์ ที่ต้องย้ายไป San Francisco เพื่อลงทุนทำธุรกิจ ขายผ้าอ้อมเด็ก online ภาพปาร์ตี้วันปีใหม่ที่ประทับใจ ความสวยของเอมิลี่กับชุดที่ดูเด่นเข้ากัน ความเหงาที่โดดเดี่ยวขณะมีคนสนุกอยู่รอบข้าง และการหากันจนเจอ สำหรับจูบสุดท้ายของปี ประโยคเด็ด และ quote ของเรื่องก็เป็นเช่นเดิม "Go. You’ll ruin it," จากนั้นเรื่องดำเนินมาจนถึงเวลาที่เอมิลี่ตื่นนอน ไม่พบใคร นอกจากกล้องของโอลิเวอร์ที่ได้มอบให้เอมิลี่

            Time stamp ขยับไปอีกสองปี ภาพตัดมาที่บ้านหลังหนึ่ง และหน้าที่การงานของโอลิเวอร์ ซึ่งดูเหมือนจะมีพร้อมในสิ่งที่ต้องการ งานที่ฝัน ที่อยากทำ ความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ บ้านที่พร้อม ผู้หญิงที่สวยข้างกาย แต่เนื่องจากความเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องงาน จนละเลยความรักไป ทำให้ชีวิตที่อยู่กับแฟนสาวเป็นไปอย่างจืดชืดและแฟนสาวทนไม่ไหว จึงต้องล้างลากันไป โอลิเวอร์ผู้ไม่เหลือใคร จึงตามรอยของเอมิลี่ ช่างกล้องผู้มีชื่อเสียงไปจนได้เจอกับเอมิลี่ที่บ้านของเธอใน Los Angelis เนื้อเรื่องในส่วนนี้พร่ำเพ้อถึงความล้มเหลวในชีวิตคู่ การปฎิบัติ และการมองดูตัวเอง การทับถมตัวเอง และตามสูตรของหนังรักทั่วไป ที่ต้องการการเยียวยาความรัก ซึ่งเอมิลี่และโอลิเวอร์ได้ตอบความต้องการของกันและกัน มุมมองของทั้งคู่ที่เคยแตกต่างกันมากอย่างสุดขั้ว ได้ค่อยๆปรับปรุง เข้าหากัน เพื่อช่วยรักษาจิจใจของคนทั้งคู่ให้ดีขึ้นในเวลาที่อยู่ด้วยกัน และการพบกันก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงเพื่อซ่อมแซมความรู้สึกเท่านั้น จากนั้นโอลิเวอร์ก็ต้องเดินทางไปหาเงินทุนและผู้ร่วมทุนเพื่อขยายกิจการของเขาเอง ภาพการลาจาก จบลงด้วย "Go. You’ll ruin it," เสมอ

            เวลาผ่านไปอีกปี ธุรกิจของโอลิเวอร์ล้มเหลว จึงเดินทางกลับมาอาศัยกับแม่ที่ LA เช่นเดิม จากคนที่มีความฝันในด้านประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ กลายเป็นคนล้มเหลว เหลือเพียงความเชื่อมั่นเล็กๆ เพียงอย่างเดียว………………….

            โอลิเวอร์เห็นภาพถ่ายของเอมิลี่ ที่มีเขาและเอมิลี่ที่เปลือยกายกันกลางแจ้งในเวลากลางคืน และถ่ายรูปไว้ จึงหวนคิดถึงเอมิลี่ และด้วยคำแนะนำของคนรอบข้าง ในให้เขาตัดสินใจที่จะเชื่อความรัก ไม่ฝืนความรู้สึกตัวเองที่จะรักใคร โดยไม่อิงกับกรอบเดิมๆของเขาที่ต้องการความพร้อมก่อน………..

            และเรื่องก็จบต่อจากนี้…………….

 

วิจารณ์ภาพรวมของหนัง

“ชายหนุ่มผู้มีความฝันด้านประสบความสำเร็จ และ ความรัก กับสาวรักอิสระที่ชื่นชอบการทำอะไรตามใจและความสุดโต่งบ้าบิ่นทั้งหลาย สองทางเลือกที่แตกต่าง สองมุมมองชีวิตที่เข้ากันไม่ได้ ซึ่งพวกเขาอาจจะถูกใจกันในระยะเวลาสั้นๆ แต่ว่าหนังพยายามสื่อว่า โอลิเวอร์กับเอมิลีไม่ได้เป็นคู่แท้ของกันและกัน ถึงแม้ทั้งคู่จะเดินหน้าต่อไป แต่ทั้งโอลิเวอร์และเอมิลีก็ดูจะไม่อาจปล่อยวางได้ทั้งหมด เมื่อพวกเขาบังเอิญได้เจอกัน ปีแล้วปีเล่า ในเมืองแล้วเมืองเล่า ผ่านการเปลี่ยนอาชีพและความสัมพันธ์มากหน้าหลายตา มันก็ดูมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้พวกเขาอยู่ห่างไกลกัน แต่ก็มีบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ที่ดึงดูดพวกเขาเข้าหากัน มันมีบางสิ่งในการที่ทั้งคู่หัวเราะด้วยกัน การที่พวกเขาคุยกันได้อย่างถูกคอ การที่พวกเขาดูจะอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายในยามที่สิ่งต่างๆ พังทลาย” ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จของหนังตลาด Romantic Comedy ที่มีเนื้อเรื่องเบาสมอง

จากการเริ่มต้นของหนังที่ทำดูเหมือนกับเป็นตลกร้าย แต่ทำให้ดูเบาบางลงด้วยบทสนทนา ความน่ารักของพระเอกนางเอก ตัวประกอบที่ลงตัวกันพอดี และฉากที่ทำได้อบอุ่นและโรแมนติคในความเหงา ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่แย่เกินไป แต่ว่าก็ไม่ได้เกิดความแปลกใหม่ เท่าใดนัก เหมือนกับไปดูหนังเรื่อง “When Harry Met Sally” จริงๆ ß ตำหนินิดหน่อย

การดำเนินเรื่องของหนังเกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาเจ็ดปีที่อัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์สำคัญทางวัฒนธรรม— จากช่วงเชื่อมต่อระหว่างคลินตันไปสู่บุช ผ่านช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ผ่านทรงผม เสื้อผ้า ดนตรีและวิถีชีวิตหลากหลายสไตล์ และการที่ทัศนคติ+ character ของตัวละครของเราก็เปลี่ยนแปลงไปตาม กาลเวลาด้วย; อีกเรื่องหนึ่งที่อยากพูดถึงก็คือการที่ Amanda Peet ได้เล่นบทที่เด็กกว่าตัวเองมากๆในตอนเริ่มต้นเรื่อง ทำให้การต่อเนื่องของ characters และการพัฒนาทางความคิดดูสมจริง และรู้สึกเหมือนว่าตัวละครเกิดการพัฒนาขึ้นจริงๆ ซึ่งเป็นข้อดีของผู้กำกับเลย ß ชม

About hyperglycimia

PONG... me as the pong
This entry was posted in Entertainment. Bookmark the permalink.

One Response to A Lot like LOVE: the movie

  1. NuvO says:

    ยาวแสดดดด…ไปกินแต่เตี๊ยมก่อน จะกลับมาอ่านปล.อยากเป็นเดมี่มัวร์อ่า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s