มหา’ลัย เหมืองแร่ : หนังไทยที่ใครว่าห่วย แต่ว่าเป็นหนังที่ต้องให้นิเทศน์ดูจริงๆนะ

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=pong-pong&date=13-06-2005&group=3&blog=1

อยากอ่านสวยๆ ก็ตาม linkไป ก็ผมเขียนเองนี่ ไม่ได้ก๊อบนะ แก้ข่าวก่อน

=========================================

มหาวิทยาลัยเหมืองแร่

 

หนังดีที่น่าดู?

 

ถ้าถามหาความหวือหวา ภาพที่สวยในมุมกล้องที่แปลก – เป็นเอก รัตนเรือง เป็นผู้กำกับที่ทำหนังออกมาแบบนี้

 

ถ้าถามหาความเซอร์แตก บทห่ามๆ หนังแปลกๆ – วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เป็นคนที่ซื่อตรงต่อหนังแนวนี้

 

ถ้าถามหาความอลังการณ์ หนังที่สวย เนื้อหาแน่น – หม่อมมุ้ย ตอบเรื่องนี้ได้ดี

 

แต่ถ้าถามหาความจริงใจ จิตสำนึก ด้วยมุมมองของคน – พี่เก้ง จิระ มะลิกุล บอกเรื่องนี้ให้เราฟัง

 

จากผลงานที่ผ่านๆมาของพี่เก้ง อย่าง 15 ค่ำ ที่เป็นผู้กำกับ; แฟนฉัน ที่เป็น producer; เรื่องพวกนี้ตอบเรา และชี้ชัดว่า ภาพการมองของผู้กำกับคนนี้เป็นอย่างไร

 

พูดถึงมหาวิทยาลัยเหมืองแร่ หนังหรือเรียกตามคำไทยสากลว่า “ภาพยนต์” เป็นเรื่องที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของคุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติวัยชรา

 

ผมจะไม่พูดถึงเรื่องบทประพันธ์เดิม การดัดแปลง และสิ่งที่บทประพันธ์ได้สื่อไว้ แต่จะพูดถึงแต่เฉพาะที่หนังได้สื่อออกมาจากมุมมองของผู้กำกับ เพื่อหลีกเลี่ยงอคติทั้งปวง เพราะว่า ผมเป็นคนที่มีศรัทธา เชื่อถืออรรถรสที่บทประพันธ์ได้เคยให้ไว้…………….

 

Prelude –

 

หนังเริ่มต้นเข้าสู่การเกริ่นนำว่า นายอาจินต์ ปัญจพรรค์ นิสิตชั้นปีที่สอง คณะวิศวกรรมศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูก Retired (ให้ออก) ทำให้พ่อของเขาส่งเขาไป “ดัดสันดาน” ในที่ๆ เขาไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จัก ณ เหมืองแร่ ในตำบลกระโสม ที่ อ.ตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา

 

จุดนี้เองที่ผู้กำกับได้ถ่ายทอดว่า ความรู้สึกของคนเคยมีความฝัน มีอุดมการณ์ แล้วความฝัน เกียรติยศมันได้มลายหายไป; คนหนุ่มที่เคยสบายแต่แล้วต้องมาตกระกำลำบาก แม้ในฉากเบาๆ เช่นการเดินทาง ก็แฝงด้วยอารมณ์ที่ชวนให้หดหู่ ก่อนที่จะลามไปยังฉากต่อๆไป

 

คนหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จัก ท่าทางดี แต่งตัวดี เมื่อเทียบกับชาวเหมืองปกติ เดินดุ่ยๆ เข้าไปของานทำที่เหมืองกระโสม ต้องเจอด่านหน้าเป็นนาย Office ชาวจีนปีนัง ผู้มีการศึกษาด้านบัญชี ผู้ปฎิเสธการให้งาน ต่อเนื่องถึงการไปเจอนายฝรั่งในห้องถัดไป ที่ต้องยอมรับการทำงานเป็นกรรมกร

 

ตีความจากสิ่งที่สื่อออกมาจากภาพของหนัง หนังได้แสดงภาพของความแปลกแยก และสะท้อนแนวคิด ปมปัญหาที่เกิดขึ้น และวิธีในการรับมือของอาจินต์ ซึ่งนักแสดงสามารถแสดงได้อย่างสมจริงในเรื่อง ของการวางตัว ซึ่งตามปกติแล้วควรจะเป็นอย่างนั้น กล่างคือ แสดงเป็นคนที่แปลกหน้า เข้าไปเจออะไรแรงๆใหม่ๆ ก็เงอะงะ แต่เอาตัวรอดผ่านมาได้ อย่างมีไหวพริบในระดับหนึ่ง หนังได้เล่าถึง Character รวมทั้งมุข ความเป็นคนจริง และอารมณ์ขันของนายฝรั่ง

 

ปฐมบท – ปี หนึ่ง (fresh man)

 

หลังจากที่ถูกรับเข้าทำงานในเหมืองแร่แล้ว บทเรียนแรกที่อาจินต์จะต้องพิสูจน์ก็คือ การดำเนินชีวิตอย่างที่ไม่เคยได้เจอมาก่อน คือการนอนในกระท่อมห่างไกล ใกล้ๆป่าช้า ทำงานแทนโฟร์แมน ทำในสิ่งที่ตัวเองคาดว่า จะทำได้ และทะนงตัว แต่ล้มเหลว

 

หนังในตอนนี้ได้สอนบทเรียนที่มีค่าต่อคนดู ในวิธีการบอกเล่า ถึงการปรับตัวที่ต้องเจอในทุกสังคม สิ่งที่เกิดในสังคมห่างไกล ต่างวัฒนธรรม ก็ต้องทำให้คนที่มาจากวัฒนธรรมหนึ่งที่ดู ศิวิไลส์กว่า ต้องยอมรับปรับตัวเข้ากับสิ่งทีคนหมู่มากเป็น เพื่อที่จะทำให้ดำรงชีวิตอย่างสงบสุข และอย่างฉากการที่ต้องหุงข้าวด้วยน้ำมันก๊าด กลิ่นมันแรงจนไม่อยากกิน มันไม่สบายเหมือนอยู่ในเมือง ซึ่งอาจินต์ก็แสดงการไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่ โดยการระบายอารมณ์ เตะหม้อข้าวทิ้ง ทำให้ขาพอง

 

องค์รอง – ปี สอง (sophomore)

 

หนึ่งปีที่ผ่านมาอาจินต์ก็ได้เรียนรู้ที่ต้องอยู่ด้วยตัวเอง รู้ถึงการปรับตัวเข้าสู่สังคมใหม่ของเขา สังคมเหมืองแร่ จากนั้น ก็ต้องไปเผชิญกับสังคมใหม่ของเรือขุด ที่มีนายหัวเรือ ที่มี Character เฉพาะแบบ เป็นนักเลงเหมืองฝรั่งที่มี ฝีปากจัดจ้าน ใจนักเลง และพูดใต้ได้คล่องเหมือนเป็นภาษาปากของตัวเอง มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นที่เรือขุด ทั้งดีและเศร้า หนังก็ยังสลับฉากกับเรื่องราวของร้านกาแฟ ที่สะท้อนถึงเรื่องราวความรักของอาจินต์

 

จากมุมนี้เองที่ผู้กำกับได้เสนอ การปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ๆ ที่งวดคร่ำกับชีวิตมากกว่า การรอคอยอย่างมีความหวัง การทรมาณอยู่กับความโดดเดี่ยว เปรียบเสมือนกับชีวิตในมหาวิทยาลัยที่แสดงถึงการเตรียมตัวให้พร้อมกับชีวิตที่จะต้องก้าวต่อไปในการเป็นเด็กปีสามที่วุฒิภาวะมากขึ้น

 

Interlude – การเชื่อมของบทที่ส่งต่อกันมา

 

ขาดไม่ได้กับภาพของความรัก ตัวหนังได้สื่อเข้าไปในเรื่องตั้งแต่เมื่อเริ่มต้น แนะนำความเป็นมาของตัวละคร อาจินต์มีคนรักเป็นเด็กสาว วัยเดียวกันอยู่ที่กรุงเทพ…….. ความรักของทั้งสอง ก็ยังสามารถรักษาความเป็นรักได้ด้วยจดหมายยามที่ทั้งสองห่างกัน จำนวนวันที่ผ่านไป ผ่านไป ทำให้ปริมาณจดหมายที่ส่งมาถึงอาจินต์น้อยลง

 

ที่ผู้กำกับยังสอดแทรกไว้กับเรื่องตลอดเวลา คือ “กฎหมายโบราณว่า ไว้ ชายใดไปจีน ไปชวา ไปพังงา สามปีไม่กลับมา เมียมีชู้ได้ ไม่ผิด” แสดงว่า เรื่องนี้มีประเด็นสื่อให้เห็นชัดแล้ว การร้างลา จากความห่างไกลต้องเกิดขึ้นแน่ๆ เป็นข้อย้ำให้ชวนคิดของหนังเรื่องนี้เลย เหมือนกับว่า หนังได้แนะนำแนวทางให้รู้ว่าต้องมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นในเรื่องนี้แน่ๆ

 

มีฉากสะท้อนจากปลายๆ ของช่วงหนังดำเนินถึงปีสอง เกี่ยวกับวัฒนธรรมในการวัดน้ำใจของคน “คนที่อยู่ในเหมืองแร่” เป็นการเล่าเหตุการณ์ที่นายฝรั่งให้อาจินต์ไปช่วยจับขโมย ซึ่งขโมยก็เป็นคนที่คุ้นเคยกันดี และอาจินต์ต้องพยายามโน้มน้าวให้เค้าไม่ทำผิด แต่ว่าอาจินต์ไม่สามารถทำได้ ฉากตัดไปวันถัดมา อาจินต์ยื่นใบลาออกกับหัวหน้าฝรั่ง แล้วทำให้หัวหน้าฝรั่งชอบอาจินต์มาก และเลื่อนขั้นให้เป็น “คนทำแผนที่”

 

ฉากนี้กับการสื่อถึงความยุ่งยากในการตัดสินใจ; เกียรติ หรือความโลภ; เงินวันละ 10 หรือส่วนแบ่งของดีบุกที่ขโมยได้; และหนังก็ทำให้อาจินต์ ตัดสินใจเลือกที่จะลาออกไปแทนที่จะเลือกอยู่ร่วมกับเพื่อนไม่ดี ทำงานกับคนไม่ดี อยู่กับสังคมที่ทำดีไม่ได้ดี แต่ในทางกลับกัน ก็ไม่ได้ขายเพื่อให้ตัวเองได้ดิบได้ดี ตัวหนังสื่อให้ไปในทางขาวหรือดำ ทำดี ธรรมะชนะทุกอย่าง ตามสูตรของหนังแนวจิตวิทยาอ่อนๆและเน้นไปทางปรัชญา

 

องค์หลัก – ปีสาม (Junior)

 

เริ่มต้นฉาก หลังจากปีใหม่อันโดดเดี่ยว ในที่สุดอาจินต์รังวัดหนุ่ม ก็มีลูกน้อง ชื่อไอ้ไข่ ที่เป็นเหมือนลูกชาย เป็นเด็กหนุ่มตัวใหญ่ มีแรงดี ซึ่อๆ ใสๆ มาช่วยงาน แบกของ แบกกล้อง อยู่ด้วยกันที่บ้าน จนเป็นเหมือนเงาตามตัว แล้ววันหนึ่ง อาจินต์ก็ได้จดหมายมาจากแฟนสาวที่อยู่กรุงเทพว่า จะแต่งงานกับร้อยเอกหนุ่ม การดำเนินชีวิตจากนี้ต่อไปของอาจินต์ ก็อยู่ในเรื่องระทม หม่นหมอง วันๆหมกตัวอยู่กับสุรา เมาหัวราน้ำทุกวัน เหมือนเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่ต้องดำรงอยู่ให้ได้ ท่ามกลางสภาวะเช่นนี้…….

 

ผู้กำกับ ได้เน้นการเป็นธรรมชาติของไข่ ที่เป็นชาวดง นิสัยซื่อๆ ว่าเรียบๆ ง่ายๆ แต่ไร้เดียงสา อยากรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งนักแสดงที่แสดงเป็นไอ้ไข่สามารถทำได้ดีมากๆ แสดงออกมาให้เราเชื่ออย่างนั้น ส่วนเรื่องการที่แฟนทิ้ง และอาจินต์ได้สัมผัสกับรสชาดของความโดดเดี่ยวที่ไม่มีที่มั่นเป็นครั้งแรก เหมือนกับว่า ในหนังที่ผ่านมา ไม่ว่าอาจินต์จะทำอะไร แต่ภาพที่สะท้อนออกมา ก็ยังมีตัวตนมีที่มั่นให้รักษาไว้เสมอมา แต่พอหลักที่ยึดหายไป เสาหลักที่แข็งแรง ก็โค่นโดยไม่มีอะไรค้ำอยู่ ล้มลงโดยไม่มีสิ่งใดประคองไว้ เจ็บปวดและโดดเดี่ยว มุมกล้องเล่นกับโคลนและฝน โดยมีคนเมากลิ้งเป็น background สะท้อนถึงความเหลงแหลกที่ทุกคนต้องเจอ สภาพมันไม่ต่างกันหรอก……..

 

ฉากทั้งหมด ส่วนใหญ่สะท้อนถึงชีวิตชาวเหมืองที่ผูกกับร้านของชำอาแป๊ะหน้าหมา เหมือนเป็นกระจกสะท้อนภาพนักศึกษาในมหาวิทยาลัยชื่อดังสีชมพูในสมัยก่อน ที่มี “จีฉ่อย” เป็นศูนย์กลางของความสะดวก (จากคำบอกเล่าของแม่) ร้านของชำ และสภากาแฟ รวมทุกอย่าง รวมความบันเทิงอันน้อยนิดแต่ยิ่งใหญ่ในยามยาก ณ บริเวณเหมือง เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของชาวเหมืองที่มองเห็นแต่แร่ แต่ดิน และเพื่อนกรรมกร

 

ปัจฉิมบท – ปีสี่ (Senior)

 

เล่าเรื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันเวลาผ่านไป ความท้อแท้ หม่นหมองก็หายไป เล่าถึงเรื่องของความเป็นกันเองของนายฝรั่ง บรรยากาศที่ดี ที่สนุก การเปลี่ยนแปลงไปในเชิงจากกัน เริ่มตั้งแต่การจากไปของนายจอน นายหัวคุมเรือขุด ไปทำงานที่อื่น การเสียชีวิตที่เกิดขึ้นในเหมือง การเปลี่ยนแปลงนายหัว เรือขุดเหมืองคนใหม่ การตั้งแต่ และการยอมรับที่เกิดขึ้น รวมถึงความรักครั้งใหม่ที่เกิดขึ้นกับแม่ละเอียด เด็กสาวปักษ์ใต้ตาคมผมดำ ร่ายยาวไปถึงความผิดพลาดในการคัดแผนที่ เป็นเหตุให้บริษัทขาดทุน แต่ยังไม่แย่เท่ากับการที่เรือขุดพัง เหมืองล่ม และในที่สุดบริษัทก็ยุบไป หนังปิดฉากตัวของมัน อย่างน่ากังขา โดยการเดินทางกลับมาตุภูมิเหมือนเดิม ดั่งเป็นคนเดิมที่จากมา

 

เป็นบทที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาเชิงลึกทั้งหมดในทุกๆเหตุการณ์ทีเกิดขึ้น ตั้งแต่เริ่มต้นเปิดฉาก เป็นปีใหม่ปีแรกที่อาจินต์ได้ค้นพบตัวเองอยู่กับเพื่อนฝูงชาวเหมืองในวันปีใหม่ หลังจากที่ต้องอยู่คนเดียว เมาคนเดียวมาตลอดเวลา แต่เวลาในบทนี้ อาจินต์ผ่านร้อนผ่านหนาว ประสบการณ์พอกพูน ทำให้สามารถดำรงอยู่ได้ ฉากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็เช่นกัน อุปมาดังวัฎจักรของความตาย ความสูญได้เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ว่า สิ่งใหม่ๆ สิ่งดีๆ ก็เกิดขึ้นทุกวันเช่นกัน บทบาท characters ของนายฝรั่งที่ปรากฎในฉากนี้แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีให้ภรรยามากแค่ไหน และเมื่อขาดภรรยา เขาก็ต้องหาเสาที่เรียกว่าเพื่อน และสุรา มาบรรเทาความเหงาให้ และเมื่อเหมืองล่ม เหมืองปิดตัวลง การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น สร้างสมปรัชญาใหม่ของการเปลี่ยนแปลงเข้ามา อย่างเมื่อตอนที่จะลา กลับกรุงเทพ แม่ละเอียดไม่พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงก็อยู่ที่กระโสมต่อไปกับนายไข่ อาจินต์ที่เป็นหนี้อาแป๊ะก็จ่ายเงินหนี้ค่าเหล้าทั้งหมด และนายฝรั่งก็ตบรางวัลครั้งสุดท้ายให้คือตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพ………. เรื่องเล่า และวิจารณ์ ดำเนินมาถึงตอนนี้ ยาวไปหน่อยแล้ว

 

 

Epilogue: บทส่งท้าย

 

ภาพตัดกลับมาที่ปัจจุบัน ตัวละครสองตัวในหนังที่ยังติดตามได้และยังมีชีวิตอยู่คือ คุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์ที่เขียนเรื่องนี้ และนายไข่ ในวัย 78 และ 73 ได้มาเจอกันเพราะหนังเรื่องนี้………..

 

เวลาจะผ่านไปแค่ไหน มิตรภาพ และความทรงจำดีๆ ก็ยังคงมีให้กันเสมอ

 

 

วิจารย์ภาพรวมของหนัง

 

ผมได้ในสิ่งที่ผมอยากได้จากหนังแล้วในเรื่องของบทที่ทำออกมาได้กระชับ แม้ว่า จะตัดมาจากบททั้ง 140 กว่าตอนของคุณอาจินต์ แสดงแกนของเรื่องได้ครบ แต่มันทำให้เกิดปัญหาในเรื่องว่า หนังเป็นจุดสนใจทั้งเรื่อง มีปรัชญาแฝงทั้งเรื่อง ตัวละครมีความเป็นปัจเจกสูง แสดงถึงความโดดเด่นในตัวเอง ทำให้หนังเรื่องนี้ขายได้ยากในวัฒนธรรมการเสพหนังของ คนในอารยธรรมปัจจุบันที่ต้องการจุดสนใจ จุดเปลี่ยน จุดหักเห ที่เด่นชัดกว่าจุดอื่น เหมือนเป็นหนังดีที่คนไม่อยากเสพ

 

มุมกล้อง ถ่ายด้วยมุมตามนุษย์ คุณเห็น เหมือนกล้องเห็น ฉากการ Zoom in; zoom out ตาม technique เก่า ไม่ค่อยเยอะ แต่มีการใช้แสงช่วย fade ภาพบ่อยเหมือนกัน โดยรวมไม่ได้เป็นหนังขาย technique แต่มี technique เยอะ ช่างกล้องเก่งมาก สามารถถ่ายฉากฝนตกได้ดี แสดงว่า ฝ่ายฉากและสถานที่มีการทำการบ้านมาพอสมควร แต่ฉากเก็บศพก็มีจุดเล็กให้สังเกตุกัน ตรงข้อต่อของแขนที่แยกจากตัวศพที่ถูกเผา ดูเหมือนกับว่า เป็นของเบาๆ เปราะๆ ที่ไม่ใช่ คาร์บอน

 

ตัวละคร แม่ละเอียดที่มาเติมเต็มเรื่อง ถูกทำให้คิดว่า ควรจะมีบทบาทมากไปกว่านี้ แต่อาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดทางด้านเวลา และอื่นๆ ทำให้เธอถูกละเลย ซึ่งเธอควรจะมีบทเด่นมากกว่าการเป็นคนกลัวการเปลี่ยนแปลง…………..

 

แต่หนังเรื่องนี้ทำให้ผมจำได้อย่างแน่นอนจาก เพลงที่ฮัมกันอยู่ เพลงนี้

 

You were my sunshine, my only sunshine.
You made me happy when skies were blue.

 

ถ้าผมเป็นอาจารย์ วิชานิเทศน์ศาสตร์ ผมจะบรรจุวิชานี้เป็นหนังที่นักศึกษาต้องดู เรื่องหนึ่ง

 

 

About hyperglycimia

PONG... me as the pong
This entry was posted in Entertainment. Bookmark the permalink.

4 Responses to มหา’ลัย เหมืองแร่ : หนังไทยที่ใครว่าห่วย แต่ว่าเป็นหนังที่ต้องให้นิเทศน์ดูจริงๆนะ

  1. เค้กๆ เอง says:

    ดูแว้ววๆๆๆๆ….ยิ้มๆๆๆ….

  2. Pairum says:

    ยังมะได้ดูเลยหนังเรื่องนี้ อยากไปดู แต่ป่านนี้คงออกไปแล้ว วันก่อนว่าจะไปดูแต่ดันไป SF ลืมไปว่ามันไม่มี แย่เลย

  3. Pur-Pong herferker says:

    อยากดูๆๆๆๆๆๆๆ

  4. Unknown says:

    ใครบอกว่า หนังเรื่องนี้ห่วยว่ะออกจะดีชอบอะมันให้อะไรมากกว่าให้ นิสิต นิเทศน์ดูนะมันให้ข้อคิดในการรู้จักช่วยเหลือคนอื่นด้วยอะชอบ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s