Swing Girl: the movie

—–หนังนอกกระแส—–

 

วันนี้ดีใจ มีคนไปดูหนังประเภทนี้กับปองด้วย….. น้องพลอยเป็นคำตอบที่ถูกต้อง

 

หลังจากห่างหายการเขียนบล๊อกไปนาน วันนี้ภูมิใจเสนอ

 

“Swing girl”

 

จากชื่อหนังเมื่อครั้งแรกที่ได้ยินก็คือ เมื่อต้นปี ความรู้สึกแรกบอกกับตัวเองว่า  มันขายในเมืองไทยไม่ได้ มันเป็นหนังโป๊ ชื่อส่อแววความน่าจะเป็นตั้งแต่ต้น……… แต่กลับตาลปัตรไป เมื่อดูชื่อผู้กำกับซึ่งก็คือ Shinobu Yaguchi ผู้โด่งดังจากหนังเรื่อง water boy นี่เอง ตามไปยัง official website เป็นภาษาญี่ปุ่น คือ http://www.swinggirls.jp อ่านไม่ออกครับ แต่เห็น poster บอกว่าเป็น Girls meet Jazz หนังมันก็ต้องออกแนวแจ๊สแน่ๆเลย…… พักเรื่องนี้ไว้ในความทรงจำส่วนลึก (แปลเป็นไทยว่า ลืม ไปแล้ว) จากนั้นเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว 98.5 breeze fm ประโคม โปรโมทหนังเกี่ยวกับ jazz เรื่องนี้เหลือเกิน และมีการเล่นเกมส์ชิงตั๋วหนังด้วย แต่ติดเรียนโท เลยไม่เล่น เข้าสู่เรื่องหนังกันดีกว่า < ถ้าอยากไปดูหนังเรื่องนี้ ก็อ่านถึงแค่ตรงนี้พอ >

 

เอาแบบละเอียดนะ

 

Films: Swing Girl

ชื่อไทย: ไม่รู้ ไม่สน จำไม่ได้

 

<::Cast::>

 

มาว่ากันที่นักแสดงกันดีกว่า แบ่งออกเป็น 2 ประเภทน่าจะดีกว่านะ คือ

 

  1. ตัวเด่น ว่ากันซื่อๆ ก็มีเยอะเช่นกัน แต่อยากแนะนำอ่ะนะ

 

ตัวนำเรื่องทั้ง 5 คน 4 สาว 1 หนุ่ม

Yuta Hiraoka แสดงเป็น Nakamura, Yuta : เล่นเป็น ไอ้ตี๋หิด (น้องพลอยกรี๊ดกร๊าดมาก มันเป็นผู้ชายที่มีหน้าตาโง่เง่าดาดดื่น ธรรมดามากๆเลย เป็นพระเอกได้ไงก็ไม่รู้)

Juri Ueno แสดงเป็น Suzuki, Tomoko: สาวแก่น กะโหลกกะลาที่นำทีมป่วน เป็นแกนนำ ไปสู่ดุริยางค์ และเข้าสู่การแสดง jazz

Shihori Kanjiya แสดงเป็นSaito, Yoshie: สาวน้อยผู้มีหัวใจสำส่อน ใจง่ายเหลือเกินครับคุณหล่อน หลงปลื้มใครๆได้ง่ายๆ แต่ฮา

Yukari Toyoshima แสดงเป็น Tanaka, Naomi: สาวจ้ำม่ำนิสัยดี ฮามาก ถ้าขาดเธอไป ตัวชงความฮาจะหายไป หนังจะกร่อยขึ้นหน่อย

Yuika Motokariya แสดงเป็น Sekiguchi, Kaori: สาวน้อยผู้เงียบขรึม ผู้ที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญใดๆ แต่จริงๆแล้วทุกๆ idea ที่ออกมาจากเธอสำคัญหมด แต่มักจะถูก ignorance ภาพที่ออกมาเป็นตัวแทนของชนกลุ่มหนึ่งในสังคมโรงเรียนของญี่ปุ่น

 

  1. ไม่เด่น……… ก็ตัวประกอบนั่นแหละ มีเยอะมาก ไม่อยากไปหา และไม่อยากจำ อ่านๆไปเดี๋ยวก็ออกมาเองแหละน่า

 

<::Team::>

 

Director: Shinobu Yaguchi -> จากผลงานที่ผ่านมา มุมของหนังของผู้ชายคนนี้ แนว เหลือเกินในบท แต่ตลกในเนื้อเรื่องและ dialogue ประเด็นที่ผู้กำกับและผู้เขียนบทคนนี้จับมาเล่น จะเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ค่อยมีโอกาสเกิดขึ้น แต่มีความเป็นไปได้ หรือว่า เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่มีใครสนใจ แต่เมื่อทำออกเป็นหนังแล้ว production จะออกมาเป็นแนว comedy เป็น theme หลัก โดยเน้นให้มี drama เป็นส่วนส่งบท และทำให้เนื้อหามีน้ำหนัก

             

Writer: Junko Yaguchi และ Shinobu Yaguchi อย่าให้ต้องพูดซ้ำซากกันเลย

 

 

คุยกันเรื่องหนังดีกว่า……..

 

หนังเปิดตัวด้วยฉากห้องเรียนห้องหนึ่งในโรงเรียนแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ตอนปิดภาคเรียน ปิดเทอมหน้าร้อน เจอกันใหม่ตอนฤดูใบไม้ร่วง เป็นสิ่งที่ปรากฎอยู่บนกระดาน ฉากตัดไปที่วงดุริยางค์ แล้วก็ตัดกลับมาตามห้องเรียนต่างๆ ที่ถูกใช้เป็นห้องที่ใช้เรียนซ่อมวิชาต่างๆ

 

และแล้วการเคลื่อนที่ของกล้องก็หยุด มา Focus ที่ห้องเรียนซ่อมวิชาเลข มีอาจารย์สอนอยู่หน้ากระดาน โดยไร้ความกระตืนรือล้นในการสอน ส่วนนักเรียนก็ทำกิจกรรมต่างๆของตัวเองโดยไม่สนใจสิ่งที่อาจารย์สอนอยู่บนกระดานเลย กิจกรรมที่ทำก็มีทั้งเสริมสวย ดัดขนตา หาว นอน ฯลฯ [ณ จุดนี้ สิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านมุมกล้อง มันเป็นผลกระทบโดยตรงจากการบริหารนโยบายอย่างผิดพลาดของการวางรากฐานการศึกษา ภาพการล้มเหลว สืบเนื่องมาจากการดำรงอยู่ของทุนนิยม; นักเรียน ไม่สนใจเรียน คนโง่เป็นเหยื่อคนฉลาด คนไม่รู้ก็ไม่อยากรู้เพิ่ม แต่สามารถอยู่ได้เพราะว่าเป็นคนมีกำลัง หรือนโยบายในการให้การศึกษานักเรียน ซึ่งไม่มีการจำกัดคนแพ้ออกไปจากการศึกษาขั้นบังคับ ฯลฯ; มองในมุมกลับกัน ผู้ที่สนองนโยบาย หรืออาจารย์ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับนักเรียนมากนัก อาจจะเพราะว่าเป็นการศึกษาภาคบังคับ ตั้งใจเรียนหรือไม่ตั้งใจเรียนก็ต้องจบ และอาจารย์ขาดแรงบันดาลใจในการสอน ขาดวิญญาณของความเป็นครู] ; ฉากนี้เองที่ โทโมโกะ ซึ่งแสดงโดยจูริ ได้หาว และเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง พบกับภาพนักกีฬาเบสบอลของโรงเรียนกำลังซ้อมอยู่

 

เรื่องราวได้นำเนินผ่านเวลาไป ผ่านวิธีการแนะนำตัวละครหลักผ่านการดำเนินเรื่องและการสนทนา จนถึงบ่ายวันหนึ่ง (ไม่น่าเกินอาทิตย์จากวันแรก) ภาพเดิมๆก็ปรากฎอีก คนสอนก็สอนไป ส่วนคนเรียนก็หากิจกรรมอย่างอื่นทำ โทโมโกะคนเดิมที่นั่งริมหน้าต่างบานเดิมมองไปที่เดิม แต่ภาพเปลี่ยนไป สิ่งที่อยู่ในสนามแทนที่จะเป็นนักกีฬาซ้อมก็กลับกลายเป็นนักดนตรีวงดุริยางค์ กำลังจะขึ้นรถโดยสารเพื่อไปเชียร์ทีมเบสบอลของโรงเรียนแข่ง [Routine life: ชีวิตที่เป็นอย่างเดิม ซ้ำซากจำเจ เป็นจุดหนึ่งที่แสดงออกมาว่า character ของโทโมโกะเป็นอย่างไร และจะตอกย้ำให้ชัดในเรื่องต่อไปหลังจากนี้ไม่นาน] รถบัสออกไปไม่นาน วินาทีนั้นเองที่รถส่งข้าวกล่องก็มาจอดที่โรงเรียน รถข้าวกล่องพลาดกับวงดุริยางค์ [อาหารเป็นปัจจัยจำเป็นในการดำรงชีวิต คนเขียนบทถูไถ (เถือ) ออกมาได้ ไม่ว่าจะให้บทไปทางไหน เรื่องส่งอาหารก็ต้องเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินเรื่องต่อไป] ด้วยความเป็นเด็กไร้ความสนใจกับเรื่องเรี่ยน นักเรียนที่เหลือในห้องก็ร่วมมือร่วมใจกัน ขออาจารย์นั่งรถไฟเอาข้าวกล่องไปส่งที่สนามแข่งเบสบอล

 

อยู่บนรถไฟ ข้าวกล่อง 1 กล่องก็โดนเปิดดู และ โดนนักเรียนหญิงเหล่านั้นสำเร็จโทษซะ กินเสร็จก็หลับ ตื่นมาก็เลยป้าย ต้องเดินย้อนกลับไปตามรางรถไฟ [เดินผ่านทุ่งหญ้า สีเขียวสวย แสดงถึงการเก็บรายละเอียดของการเป็นหน้าร้อนได้อย่างดี ไม่หลอกลวงคนดูจากบท] เดินเล่นกัน วิ่งเล่นกัน แต่บังเอิญรถไฟสวนมาอีกทาง จากด้านหลัง ทำให้สาวๆทั้งหลายต้องกระโดดหลบลงข้างทาง ตกบ่อโคลนกันหมด ข้าวกล่องตกกระจาย เสื้อผ้าของสาวๆก็เปื้อนโคลน สาวๆก็ขึ้นมาเก็บข้าวกล่อง และกับที่ตกลงพื้น รางรถไฟ จากนั้นต้องไปล้างตัวที่ลำธาร [ตรงนี้เป็นจุดที่ต้องติเลยว่า มันไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่เก็บข้าวกล่องขึ้นมาแล้วบรรจุเหมือนเดิม แต่สามารถทำให้คนกินไม่รู้ว่ามันไม่เหมือนเดิม เรื่องเศษสิ่งของปนเปื้อนยิ่งเป็นสิ่งที่หน้าสนใจ ซึ่งชนชาติรักสะอาดอย่างญี่ปุ่น ไม่น่าจะละเลยในจุดนี้ไปได้] หลังจากนั้น ฉากตัดมาที่แสตนเชียร์ นักดนตรีทั้งหมดยกเว้น นากามูระ เท่านั้น ได้กินข้าวกล่องที่สาวๆเอามาให้ รวมทั้งอาจารย์ที่คุมวงดุริยางค์ แล้วทั้งหมดก็ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ [เรื่องเวลาก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องสนใจ อาบน้ำล้างตัวทั้งชุดนักเรียน แต่เมื่อไปถึงสนามแข่ง เสื้อผ้าแห้งและเรียบหมดซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ ความสมจริงก็ไม่มีแล้ว]

 

ภาพตัดมาที่บ้าน ดำเนินเรื่องไปสองสามนาที [Hidden message: ทำให้รู้ถึงนิสัยของโทโมโกะเพิ่มขึ้นอีกก็คือเป็นคนที่มีความอยากแต่ขาดความต่อเนื่องที่จะสานต่อความอยากให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง] สิ่งที่ฉากนี้สื่อออกมาก็คือ ภาพข่าวโทรทัศน์ ว่า นักดนตรีดุริยางค์ถูกหามเข้าโรงพยาบาลทั้งหมดเลย วันถัดมา นากามูระ ก็ติดประกาสรับสมัครนักดนตรี เพื่อมาแทนวงดุริยางค์ มีคนมาสมัคร สามคน เป็นผู้หญิงทั้งหมด คนแรกเป่าขลุ่ยเป็น อีกสองคน เล่นเบสและกีต้าร์ นากามูระผิดหวังมาก แต่บังเอิญเห็นกลุ่มสาวๆห้องซ่อมวิชาเลขอยู่หน้าห้องดุริยางค์พอดี จึงเข้าไปทวงความรับผิดชอบที่ทำให้วงดุริยางค์ต้องเข้าโรงพยาบาล กลุ่มสาวๆที่ไม่มีความสนใจเรียนจึงขออนุญาตอาจารย์มาร่วมกับ นากามูระ ในการฟอร์มวงดุริยางค์

 

 

====ง่วงแล้ว พรุ่งนี้ต่อละกัน======

——- กลับมาต่อแล้ว 7 July 05 ———-

 

[จับพลัดจับผลูมากกับการนำเรื่องไปผสมผสานกัน ระหว่างความไม่อยากเรียน (ขี้เกียจ) กับความสำนึกผิด สิ่งที่ไม่ดีของฉากนี้ก็คือ การแสดงออกของหน้าตานักแสดงซึ่งมีผสมผสานกัน ระหว่างฝั่งขี้เกียจ และฝั่งสำนึกผิด แต่ในฝั่งขี้เกียจบางคนยังแสดงสีหน้าออกมาเป็นเรื่องสำนึกผิด รายละเอียดยังเก็บไม่หมด]

 

ว่าไปต่อ หนังแสดงออกถึงการเริ่มต้นในการฟอร์มวงดุริยางค์ จากความรู้และความสามารถที่เป็นศุนย์ จนสามารถเล่นดนตรี อ่านโน๊ต และแต่งเพลงจนเชี่ยวชาญได้ [จุดนี้ผู้กำกับน่าจะต้องการสื่อถึงความพยายามของนักเรียนที่ไม่เคยมีความพยายามมาก่อนเลยให้สามารถทำในสิ่งที่ยากให้สำเร็จได้ในเวลาสั้นๆ ตรงนี้แสดงความเป็นดราม่าออกมาพอสมควร] โดยภาพทั้งหมดสื่อผ่านโทโมโกะ และการเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน ให้มีการพยายามกับการฝึกฝนที่หนักหน่วง จนสามารถเล่น saxophone ได้ดี, ทั้งวงก็สามารถเล่นเข้าขากันได้ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่พร้อมเพรียงกันมากนัก และแล้วความพยายามทั้งหมดก็ไร้ค่า สูญหายไป เมื่อวงดุริยางค์ที่เข้าโรงพยาบาลไปเกิดหายป่วยกลับมาได้ทันก่อนที่จะมีการแข่งขันเบสบอลในครั้งต่อไป [ภาพความพยายามที่ผ่านความล้มเหลว แต่ก็สู้ขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง กลับแพ้ต่อโชคชะตาและความเป็นจริง สิ่งที่บทสื่อออกมา มันเป็นตลกร้ายที่มีผลต่อต่อมน้ำตาคนง่ายๆถ้านักแสดงสามารถสื่ออารมณ์ออกมาได้ดี แต่หนังเรื่องนี้ไม่ทำให้ต่อมน้ำตามีผลกระทบเท่าใดนัก เพราะนักแสดงไม่ได้สื่อออกมาให้บีบคั้นอารมณ์มากนัก ภาพที่ถูกแสดงออกมาเมื่อนักดนตรีวงดุริยางค์กลับมาทวงความเป็นตัวจริงคืน คือ การที่โทโมโกะเป็นตัวแทนแสดงนำว่า เรื่องที่ผ่านมา ความพยายามทั้งหลายเป็นเรื่องขำขัน หลบหนีความจริงไปร้องไห้ที่หน้าโรงเรียน]

 

<** 28 ชั่วโมงผ่านไป ความทรงจำก็เริ่มเลือนลาง บวกด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทั้งสองวันนี้และเมื่อวาน อาจทำให้รายละเอียดผิดเพี้ยนไปบ้าง **>

 

วันเวลาผ่านไปจนหมดปิดเทอมหน้าร้อน แต่ไม่ได้ทำให้ความอยากเล่นดนตรีแจ๊สของโทโมโกะและสาวๆตัวหลักทั้งหลายเจือจางลงไปด้วยเลย เกิดการรวมตัวเล่นดนตรีแจ้สขึ้นมา เริ่มต้นจากการที่โทโมโกะ แสวงหาแซกโซโฟน เจอของใหม่ราคาแพง จึงไปหาของมือสองจนเจอ และขนของที่บ้านไปขายเอาเงินไปซื้อ จนไปหาที่เล่นก็คือริมแม่น้ำ จังหวะเดียวกับที่ไอ้ตี๋หิดขนอิเล็กโทนไปเล่นเช่นเดียวกันแต่คนละฝั่งของแม่น้ำ [ฉากนี้เป็นฉากโรแมนติคเล็กน้อย เสียงเพลงของแซ็กโซโฟนและอิเล็กโทนประสานกัน เหมือนกับว่า เป็นการเข้าขากันมานานของหนุ่มสาวนักดนตรีคู่หนึ่ง มีอารมณ์แห่งความขวยเขินแฝงเข้าไปในจังหวะเพลงที่สนุกสนาน]

 

โทโมโกะเป็นคนจุดประกายในการเล่นดนตรีแจ้สให้กับสาวๆที่ไร้จุดหมายของชีวิตทั้งหลายที่ได้เรียนซ่อมเลขด้วยกัน ทั้งหมดตกลงที่จะเริ่มเล่นดนตรีด้วยกันใหม่ แต่เนื่องจากราคาของเครื่องดนตรีแพง เธอทั้งหลายจึงไปทำงานพิเศษเพื่อหาเงินมาซื้อเครื่องดนตรี แต่เนื่องจากความป่วนและนิสียเสียทั้งหลายที่แก้ไม่ตกของเธอเหล่านั้น ทำให้ถูกไล่ออกมาอย่างรวดเร็ว สาวๆตัวประกอบกลุ่มใหญ่ที่ยังหลงความสบาย หลงความสนุก ก็ท้อถอย จนความต้องการฟอร์มวงของเธอหายไปอย่างรวดเร็ว และเลิกพยายามต่อไป หนึไปเที่ยวกับผู้ชาย [จุดนี้เอง เป็นดราม่าเล็กๆของชีวิตวัยรุ่นเซ็ง จุดเล็กๆจุดหนึ่งลุกลามขยายใหญ่โต ให้หวนกลับไปสู่ความไร้จุดหมายอย่างที่เป็นมาในอดีต คือ อารมณ์หนึ่งที่มันเคยเกิดกับทุกคน ซึ่งเปรียบได้กับการทำงานสักอย่างโดยมีจุดมุ่งหมาย แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดการล้มเหลว ความพยายามเหล่านั้นมันจะไม่ต่อเนื่อง และอาจจะล้มเหลว และเลิกไปก็ได้ หนังแสดงความเป็นปกติของชีวิตมนุษย์]

 

จนแล้วจนรอด สาวๆที่เหลือทั้งสี่คน ก็ได้พยายามหาเงินมาจนได้ โดยการไปเก็บเห็ดมัตซึทากะ และฆ่าหมูป่า เงินที่ได้ก็เอาไปซื้อเครื่องดนตรีมือสอง เมื่อของมาถึง มันก็พัง ต้องเอาไปซ่อม โดยผ่านทางไอ้หนุ่มพี่น้องนักดนตรีในตำนาน ที่ทั้งหล่อและโคตรเสี่ยว [ฉากเก็บเห็ดลากยาวมาจนถึงซ่อมเครื่องดนตรี เป็นประเด็นขำขัน ที่จงใจใส่เข้ามาในหนัง ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นเหมือน water boy ซึ่งก็คือ comedy drama ฮาขี้แตกขี้แตน แต่อย่าดูความสมจริงและ content ของบท]

 

———–ขี้เกียจแล้ว เล่าคร่าวๆไปจนจบเลยดีกว่า แล้วค่อยใส่คอมเม้นต์ทีเดียว—————

 

สาวๆก็ได้ อาจารย์ที่สอนเลขมาเป็นโค้ช และก็แสดงตามงานต่างๆ จนวันหนึ่งสาวๆที่เลิกไปกลางคันมาเห็นเข้า ก็รวมตัวกันใหม่ และวันหนึ่งในฤดูหนาว ก็มี School jazz band contest สาวๆตกลงจะไปสมัครกัน และได้ถ่ายวีดีโอตัวอย่างของวง และให้โทโมโกะเอาไปส่ง แต่โทโมโกะลืมส่ง และส่งไปวันสุดท้าย ทำให้ทีมไม่ได้ไปประกวด แต่แล้วก็ได้ไปโดยไปแทนทีมๆหนึ่งที่ถอนตัวกลางคัน ทีมได้แสดงอย่างเยี่ยมยอดทำให้คนทั้งฮอลล์ประทับใจ

 

—-จบ—–

 

 

วิจารณ์ภาพรวม

 

หนังสื่อออกมาได้ค่อนข้างดี สำหรับโจทย์ที่บอกว่า เป็นหนังวัยรุ่น comedy drama ซึ่งสร้างยากมาก และแถมด้วยการเอาจุดเด่นอย่างดนตรีแจ้สเข้ามาช่วยลบความยากของการนำเสนอ ตามหลัก marketing เค้าเรียกว่า differentiation สร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับหนังแนว วัยรุ่น comedy

 

จุดที่ติจะไม่พูดถึงเพราะมันเยอะ แต่ต้องเข้าใจว่า เนื่องจาก production cost และ ปริมาณคน ที่แสดงทำให้ไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ทั้งหมด และเวลาที่ดำเนินไปสองสามฤดู แต่ไม่มีการใช้ฉากเข้ามาประกอบ แสดงว่าหนังเรื่องนี้เก็บรายละเอียดสิ่งแวดล้อมได้ดีมาก

 

******พอละ ********

 

===========================================

 

อันนี้เป็น link ของปอง ไปที่ bloggang

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=pong-pong&date=08-07-2005&group=3&blog=1

———————————————————————————

 

 

About hyperglycimia

PONG... me as the pong
This entry was posted in Entertainment. Bookmark the permalink.

One Response to Swing Girl: the movie

  1. Naphatr says:

    Yuta Hiraoka แสดงเป็น Nakamura, Yuta : เล่นเป็น ไอ้ตี๋หิด (น้องพลอยกรี๊ดกร๊าดมาก มันเป็นผู้ชายที่มีหน้าตาโง่เง่าดาดดื่น ธรรมดามากๆเลย เป็นพระเอกได้ไงก็ไม่รู้)^llllอิจฉาหรอคะ..อิจฉาหรอคะ…อิจฉาหรอคะ….ออ. ดูหนังเก็บรายละเอียดขนาดพี่ปอง สนุกเรอะ?ขำขำน่า พลอยยังเหมือนพดด้วงเรยอ่า U_Uออ.4 ม่ะวานอีเบิร์ดโทรเข้าบ้าน แม่บอกว่าพลอยไปกะพี่ปองมันเรยบอกเลิกพลอยอ่า (หาคนมา)รับผิดชอบด้วย ชิ!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s